วิจารณ์ยับ! สาวนะยะแต่งตัววาบหวิว ให้นักท่องเที่ยวหนุ่มๆ จับหน้าอกแลกกับเงิน

เป็นอีกคลิปที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเป็นคลิปเหตุการณ์ที่สาวประเภทสองคนหนึ่ง แต่งตัวในชุดเซ็กซี่ พร้อมให้นักท่องเที่ยวหนุ่มมาจับหน้าอก เพื่อแลกกับเงิน

โดยถือเป็นการทำลายวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

หลังคลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไปมีผู้เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่มองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

 

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

ด่วน!!! เจอแล้วหนุ่มยุ่นหายลึกลับ พบเป็นศพจมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่อยู่ที่ปาย-รู้ข่าวแทบช็อก

จากกรณที่นางอาซาโกะ ซึโบอิ มารดาของนายโซนัม ซึโบอิ อายุ 21 ปี นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น รวมทั้งพี่ชายและแฟนสาว เดินทางมาประเทศไทย เพื่อติดตามหาตัวนายโซนัม หลังจากหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2559 โดยทั้งครอบครัวมีความเป็นห่วงในสวัสดิภาพของนายโซนัมมาก เพราะไม่เคยหายตัวไปแบบนี้มาก่อน โดยเดินทางไปประสานตำนวจสภ.ปายให้ช่วยติดตามหาตัว เนื่องจากนายโซนัมเคยไปเที่ยวปายเมื่อ 2 ปีก่อนและช่วยธรรมชาติที่ปายมากๆล่าสุดเวลา 10.30 น. วันที่ 22 ม.ค. นางอาซาโกะ ซึโบอิ อายุ 57 ปี พร้อมกับสามีมาพบ พ.ต.อ.วรพล พลมณี ผกก. และ พงส.สภ.ปาย แจ้งว่าบุตรชายคือนายโซนัม ซึโบอิ อายุ 21 ปี ซึ่งเดินทางเข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.59 และขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.59 โดยพบครั้งสุดท้ายที่โรงแรมย่านถนนข้าวสาร กทม.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ผู้แจ้งอยู่ที่สถานี พ.ต.อ.วรพล พลมณี ผกก.สภ.ปาย ได้รับโทรศัพท์จาก ผบก.ศูนย์สืบสวนสอบสวน บช.น. ว่าพบร่างนายโซนัมแล้วที่กรุงเทพ โดยศพนายโซนัมอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช จึงได้แจ้งให้นาวอาซาโกะทราบและจัดรถนำนางอาซาโกะพร้อมครอบครัวส่งสนามบินเชียงใหม่ต่อไป เพื่อเดินทางไปดูศพที่กรุงเทพต่อทันที โดยนางอาซาโกะ และสามีถึงกับร่ำไห้เมื่อทราบว่าพบศพลูกชายรายงานข่าวเปิดเผยว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบศพนายโซนัมตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. โดยพบศพขึ้นอืดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงท่าเรือรพ.ศิริราช เบื้องต้นไม่มีบาดแผล โดยเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกดังกล่าวว่าเป็นการถูกฆาตกรรม อุบัติเหตุ หรือฆ่าตัวตาย

ที่มา>>>ข่าวสด

จับแม่เล้ากะเทยจิ๋ววัย 15 พาสาววัย 16-20 ปีเร่ขายตัว ตะลึงเปิดขายบริการในเฟซบุ๊ค

วันที่ 19 ก.ย. พ.ต.อ.วิธ มุทธสินธุ์ ผกก.สส.ภ.จว.อุดรธานี สั่งการให้พ.ต.ท.รุ่งศักดิ์ มหาปัญญาวงษ์ รอง ผกก.สส., พ.ต.ท.สุชัย นันแก้ว สว.สส., ร.ต.อ.ภาคภูมิ มุสิกา รอง สว.สส., ร.ต.อ.ชูชาติ นนนภา รอง สว.สส. และกำลังชุดสืบสวน ฉก.อบายมุข ภ.จว.อุดรธานี เข้าวางแผนล่อซื้อขายบริการทางเพศ หลังสืบทราบมาว่ามีกลุ่มเด็กวัยรุ่นทั้งเด็กสาวและสาวประเภทสอง รวมกลุ่มกันตั้งเฟซบุ๊กเพื่อค้าประเวณี โดยอ้างว่ามีหญิงสาวรุ่นเอ๊าะๆ อายุตั้งแต่ 15 – 20 ปี ไว้คอยบริการ ราคาย่อมเยา ตั้งแต่ 1,200 – 1,300 บาท หากสาวสวยหน่อยราคาสูงขึ้น 2,000 บาท สนใจก็เข้าไปคุยในเฟซบุ๊กได้ โดยมีเฟซบุ๊กหญิงสาวที่อ้างว่าชื่อ “ฝน” เป็นคนคอยแนะนำหญิงสาวให้รู้จัก เพื่อติดต่อหญิงสาวในสังกัดไปหลับนอน14384079_300741743629020_359769781_nจากนั้นพ.ต.ท.สุชัย จึงติดต่อกับเจ้าของเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ “ฝน” ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นสาวประเภทสอง อายุเพียง 15 ปี ชาวจ.อุดรธานี และเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว โดยนายฝน อ้างว่ามีเด็กสาวหน้าตาดี รับงานไปนอนค้างเที่ยวเล่น พูดคุยด้วย ราคาต่อคืนไม่แพง 1,200 – 1,300 บาท ส่วนหญิงสาวระดับนักศึกษา ราคา 2,000 บาท ช่วงนี้ไม่มีใครว่าง

 จากนั้น นายฝน ได้ให้เบอร์ติดต่อกับ น.ส.ต้า (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี เป็นสาวหน้าตาดี พ.ต.ท.สุชัย จึงได้ให้ทีมงานติดต่อพูดคุย จนตกลงกันได้ ต่อมาน.ส.ฝน ได้แจ้งว่าให้ไปรอที่โรงแรมแห่งหนึ่ง หลังตลาดบ้านหนองบุ ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี จากนั้นจึงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยว พร้อมนำเงินไปจ่ายเป็นค่าตัว

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่โรงแรมพบนายฝน นั่งรอในห้องหมายเลข 4 จึงได้มอบเงินจำนวน 1,300 บาทให้ น.ส.ฝน โดยมี น.ส.ต้า เดินมาจากห้องข้างๆ เพื่อไปรอหลับนอนกับสายลับ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะแสดงตัวจับกุมทั้ง 2 คนไว้ ขณะเดียวกันน.ส.ฝน ยังยอมรับสารภาพว่า ยังมีหญิงสาวอีก 2 คน นอนรอที่ห้องหมายเลข 3 เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปค้นก็พบ น.ส.นก (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี และ น.ส.ซี (นามสมมุติ) อายุ 20 ปี พร้อมอุปกรณ์เสพยาบ้า ไฟแช็ค ผงยาบ้าจำนวนหนึ่ง จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน และควบคุมตัวทั้ง 4 คนไปสอบปากคำ

ด้าน พ.ต.ท.รุ่งศักดิ์ เปิดเผยว่า หลังจับกุมได้จึงสอบสวนนายฝน ซึ่งยอมรับว่าเรียนจบแค่ชั้น ม.1 เนื่องจากทางบ้านยากจนมีปัญหาในครอบครัว มีเพื่อนเป็นหญิงสาวที่มักจะมีเพื่อนชายเป็นพวกเด็กแว้นบังคับให้หลับนอนด้วย แถมติดยาบ้าจากพวกเด็กแว้น จึงคิดหาทางหาเงินด้วยการหลับนอนกับผู้ชาย แรกๆ ก็ติดต่อกันทางมือถือ พอมีหญิงสาวเพื่อนๆ ในสังกัดเพิ่มมากขึ้นยินยอมที่จะขายตัวหาเงินมาใช้เที่ยวเตร่และซื้อยาบ้ามาเสพ จึงตัดสินใจพูดคุยผ่านทางเฟซบุ๊ก เป็นการเสนอตัวว่ามีหญิงสาวหน้าตาดี อายุเพียง 15-20 ปี ต้องการค่าเล่าเรียนและค่าเครื่องสำอาง กระทั่งมีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ แทบทุกวัน โดยการนำหญิงสาวในสังกัดไปส่งให้ถึงโรงแรม แบะจะหักค่าตัว จากส่วนที่เหลือเกิน 1 พันบาท หรือหากค่าตัว 1,200 บาทก็จะหัก 200 บาท

พ.ต.ท.รุ่งศักดิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ในส่วนของน.ส.ต้า นั้นยอมรับสารภาพว่า บ้านมีปัญหา พ่อแม่แยกทางกันอาศัยอยู่กับยาย และหนีออกจากบ้านมาอยู่กับเพื่อน ถูกเด็กแว้นบังคับหลับนอนจนตัดสินใจมาขายตัวได้ประมาณ 1 ปีกว่าแล้วโดยยอมรับว่า 1 เดือน มีลูกค้ามาหลับนอนด้วยประมาณ 7 – 10 ราย ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนอายุประมาณ 40- 50 ปี จากนั้นจึงคุมตัวทั้ง 4 คน ไปตรวจหาสารเสพติดพร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งขยายผลเพื่อจับกุมเครือข่ายที่ยังเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่งต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มใหญ่เยอรมัน วิ่งเลือดท่วมตัว โร่ให้ชาวบ้านช่วย หลังถูกไฟช็อตไหม้เกรียมทั้งตัว

วันที่ 16 ก.ย. ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถูกกระแสไฟฟ้าช็อตได้รับบาดเจ็บสาหัส เข้ามาขอความช่วยเหลือชาวบ้าน ที่บริเวณหน้าร้านธงเจริญ ฮาร์ดแวร์ ถนนเทพประสิทธิ์ หมู่ 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยรุดไปตรวจสอบ201609162025512-20041019161308ที่เกิดเหตุพบนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติมุงดูเหตุการณ์กันเป็นจำนวนมาก ที่บริเวณริมฟุตปาธหน้าร้านและชาวบ้านส่วนหนึ่งกำลังให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทราบชื่อคือนายแฮน โจเซฟ เจนเซน อายุ 63 ปี สัญชาติเยอรมัน อยู่ในสภาพถูกกระแสไฟฟ้าช็อตได้รับบาดเจ็บ เป็นแผลไฟไหม้เกรียมทั่วตัว นั่งร้องครวญคราญขอความช่วยเหลืออยู่ จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา
201609162025511-20041019161308จากการสอบถามน.ส.ฉันทนา ชินณโชติ อายุ 34 ปี พนักงานร้านธงเจริญ ฮาร์ดแวร์ เล่าว่าผู้บาดเจ็บเป็นลูกค้าประจำที่ร้านโดยมักจะซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างไปต่อเติมตกแต่งบ้านพัก ก่อนเกิดเหตุเห็นผู้บาดเจ็บสภาพเลือดท่วม เนื้อตัวไหม้เกรียม เดินข้ามถนนมายังร้านแต่ต้องตกใจเมื่อจู่ๆ ได้ล้มฟุบลงกับพื้น ชาวบ้านละแวกดังกล่าวเห็นท่าไม่ดีพากันวิ่งเข้าไปช่วยเหลือและแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ201609162025515-20041019161308เบื้องต้นสอบถามผู้บาดเจ็บได้ความว่า ขณะที่กำลังตกแต่งต่อเติมทำผ้าม่านบังแดดอยู่ภายในบ้านพักของตัวเอง จากนั้นเกิดถูกกระแสไฟฟ้าช็อตของเครื่องมืออุปกรณ์ไฟฟ้าจนสลบไป พอตื่นมาอีกทีพบว่าอยู่ในสภาพดังกล่าวแล้ว หลังเกิดเหตุจึงเดินมาขอความช่วยเหลือชาวบ้านให้พาส่งโรงพยาบาล

ที่มา>>>ข่าวสด

รวบ 2 กะเทยแสบตีซี้หนุ่มจีนขายบริการริมหาดพัทยา ก่อนรูดทรัพย์สูญเกือบแสน

 เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 31 ส.ค. พ.ต.ท.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผกก.สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ ช่วยราชการหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี หรือ ศปอช.ภ.จว.ชลบรี พร้อมกำลังตำรวจใต้บังคับบัญชา ร่วมกันจับกุม 2 คู่หู สาวประเภทสองคือ นายชยารัตน์ มัตติโก หรือแพท อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 181 หมู่ 6 ต.ทุ่งโฮ้ง อ.เมือง จ.แพร่ กับ นายอิทธิพล ศรีจุมพล หรือมอส อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 4 ต.ตูมใต้ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยาข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พร้อมของกลางภาพจากกล้องวงจรปิด เสื้อผ้า และรองเท้าแตะที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ พ.ต.ท.ชิตเดชา เปิดเผยว่า เมื่อกลางดึกวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนรายหนึ่ง เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ว่าถูก 2 สาวประเภทสองที่รวมตัวอยู่บริเวณชายหาดพัทยา ตรงข้ามซอย 13 ถนนเลียบชายหาดพัทยาใต้ ทำทีเข้ามารุมโอบกอด แล้วชวนพูดคุยตีสนิท เพื่อชักชวนไปร่วมหลับนอน จนกระทั่งผู้เสียหายเริ่มเคลิ้ม แต่จู่ๆ 2 สาวประเภทสองดังกล่าวกลับผละหนีไปดื้อๆ เมื่อตรวจสอบทรัพย์สินปรากฏว่าสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมพระเลี่ยมทองหนัก 50 สตางค์ หายไปจากคอตัวเอง และสงสัยว่าจะเป็นฝีมือของทั้งคู่ ต่อมาตำรวจออกตรวจสอบภาพวงจรปิดที่อยู่ใกล้เคียง และตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายน่าจะใช้ จนได้ภาพหลักฐานค่อนข้างชัดเจน ทั้งรูปพรรณคนร้าย เสื้อผ้า รวมถึงรองเท้าแตะที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ จึงขออำนาจศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับ (ตามภาพถ่าย) ที่ 263-264/2559 ลงวันที่ 29 ก.ค.59 จากนั้นจึงตระเวนหาหลักฐานและสอบปากคำพยานเพิ่มเติม จนมั่นว่าผู้ก่อเหตุคือ นายชยารัตน์ หรือแพท กับนายอิทธิพล หรือมอส เลยออกแกะรอยตามหาทั้งในเมืองพัทยา และจังหวัดภูเก็ต สถานที่ที่ทั้งคู่เคยไปบ่อยๆ โดยใช้เวลาอยู่นานนับเดือน จนกระทั่งความพยายามก็ประสบความสำเร็จ เมื่อสามารถตามไปรวบตัว นายชยารัตน์ ได้ที่บ้านเลขที่ 14/140 ซอยทุ่งกลม-ตาลหมัน 5/1 ในเขตเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละมุง ส่วนนายอิทธิพล กะเทยรุ่นน้อง ถูกจับได้ที่บ้านพักเลขที่ 55/31 ซอยเขาตาโล 9 ในเขตเทศบาลเมืองหนองปรือเช่นกัน ก่อนคุมตัวมาสอบสวนเบื้องต้นทั้งสองคนยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

นอกจากนี้ ยังได้เช็กประวัติของนายอิทธิพล พบว่ามีหมายจับค้างเก่าในคดีลักษณะเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมก่อนส่งตัว 2 ผู้ต้องหาสาวประเภทสอง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

คาร์บอมบ์ปัตตานี ขโมยรถพยาบาลติดระเบิดกดบึ้มหน้าโรงแรมพังยับ เจ็บ 29 ดับ 1

เมื่อเวลา 22.40 น. วันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา สภ.เมืองปัตตานี รับแจ้งเหตุ คนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวน ได้ลอบวางระเบิด บริเวณห้องน้ำข้างลานจอดรถหลัง เซาเทิร์นผับจุดระเบิดอยู่ด้านนอกรั้วของผับ เบื้องต้นไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แรงระเบิดมีผลให้ภายในผับกำแพงด้านในมีรอยเสียหาย หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เร่งระบายนักท่องเที่ยวออกจากผับอย่างเร่งด่วนต่อมา เมื่อ เวลา 23.15 น. เกิดเหตุระเบิดลูกที่ 2 ตามมาติดๆ หน้าโรงแรมเซาท์เทิร์น ปัตตานี ซึ่งห่างจากจุดเกิดแรก ประมาณ 50 เมตร ระเบิดลูกที่ 2 นี้น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม คนร้ายใช้กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ (ลักษณะรถพยาบาล) ทะเบียน กจ 1381ปัตตานี ซึ่งเป็นของ รพ.สต.ปะกาฮะรัง โดยคนร้ายได้นำมาจอดไว้ ก่อนทำการจุดชนวนระเบิด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 1 คน ทราบชื่อ  น.ส.อรพรรณ ศรีเรือนหัด อายุ 35 ปี เป็นคน จ.อุบลราชธานี และผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน  29 คน  บาดเจ็บสาหัส 5 ราย รองลงมา 6 ราย และบาดเจ็บ ทั่วไป 18 รายเหตุการณ์เริ่มจากคนร้ายนำระเบิด ที่ 1 วางอยู่หลังผับ เพื่อล่อลวงเจ้าหน้าที่ มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ  จากนั้นเตรียมตัว วางลูกที่ 2 เพื่อสังหารเจ้าหน้าที่ รถคันดังกล่าวถูกโจรกรรมมา ซึ่งจอดอยู่จากหมู่บ้าน ม 1 สะบารัง สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า คนร้ายได้ขโมยรถอาสาสมัครเป็นรถพยาบาล ของหมู่ที่ 1 ตำบลสะบารังอำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี หายไปจากจุดเกิดเหตุเมื่อเวลา 3 ทุ่ม โดยประมาณ จากนั้นได้เห็นรถดังกล่าวนำมาจอดไว้บริเวณหน้าผับและเกิดเหตุระเบิดขึ้นในเวลาดังกล่าว แรงระเบิด ทำให้ตึกโรงแรม 9 ชั้นเสียหายทั้งหมด หน้าร้านขายของชำเสียหายอย่างหนักและตึกแถวด้านหน้าจะหาย 10 กว่าห้อง  รถยนต์เสียหาย กว่า 20 คัน ฝ่ายทหาร ชั้นผู้ใหญ่ และหน่วยงานความมั่นคงกับ สภ. เมืองปัตตานีและนำกำลังเจ้าหน้าที่ ทั้งหมดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที ทันทีสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า คนร้ายได้ขโมยรถอาสาสมัครเป็นรถพยาบาล ของหมู่ที่ 1 ตำบลสะบารังอำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี หายไปจากจุดเกิดเหตุเมื่อเวลา 3 ทุ่ม โดยประมาณ จากนั้นได้เห็นรถดังกล่าวนำมาจอดไว้บริเวณหน้าผับและเกิดเหตุระเบิดขึ้นในเวลาดังกล่าวจากนั้น ได้รับแจ้ง คนร้าย วางระเบิด อีก 2 ลูก ที่ ตลาดนัดบ่อทอง ลูกแรกวางล่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบเช่นกัน จากนั้นกดระเบิดลูกที่ 2 แรงขึ้นกว่าเดิม หวังสังหารเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบ เบื้องต้นไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ เตรียมเข้าตรวจสอบเวลาเช้าเพื่อความปลอดภัย  เนื่องจากมีเหตุการณ์ระเบิดคาร์บอมบ์ที่ โรงแรมเซาท์เทิร์นก่อน

ที่มา>>>ข่าวสด

ระดมทีมค้นหานักท่องเที่ยวหลงถ้ำแม่สาย เจอแค่รอยเท้ายังไม่รู้ชะตากรรม!

จากกรณีมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นคนเอเซีย คาดเป็นชาวจีนหรือชาวญี่ปุ่น เดินเข้าไปเที่ยวภายในถ้ำทรายทอง ในเขตวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 12 สค. เป็นต้นมา แล้วหายตัวไปอย่างลึกลับ ทิ้งไว้เพียงจักรยานที่จอดฝากข้างร้านค้า คาดว่าหลงทางในถ้ำ จนทางเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายออกทำการค้นหาตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ส.ค. แต่ยังไร้วี่แวว ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 19 ส.ค. น.ส.ภาวิณี มาเยอะ อายุ 22 ปี แม่ค้าขายของ คนที่รับฝากจักรยานจากนักท่องเที่ยว กล่าวว่า พบชายที่สูญหายในวันที่ 12 สค. ช่วงบ่ายๆ ลักษณะคล้ายคนจีน หรือญี่ปุ่นพูดไทยได้นิดหน่อย มาฝากจักรยานไว้ มีสัมภาระเป็นถุงโลตัสและเป้ บอกกับตนว่า จะเข้าไปนั่งสมาธิในถ้ำ ขอฝากจักรยานใว้ 2-3 วัน จากนั้นก็ล่ามโซ่ล็อคกุญแจไว้อย่างเรียบร้อย ตนก็ไม่ได้สังเกตอะไรมาก จนวันที่ 13-15 ส.ค. ฝนตกอย่างหนัก ตนไม่ได้มาเปิดร้านขายของ มาเปิดร้านวันที่ 17 สค. สังเกตว่าจักรยานยังอยู่ จึงสงสัยและมาสอบถามเจ้าหน้าที่ของวนอุทยาน ว่าเห็นผู้ชายลักษณะดังกล่าวหรือไม่ แต่ก็ไม่มีใครเห็นเลย จึงได้ติดต่อตำรวจสภ.แม่สาย ขอส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาช่วยค้นหา โดยเริ่มค้นหาอย่างจริงจังก็เช้าวันที่ 18 ส.ค. จนถึงวันนี้ยังคงไร้วี่แวว นางนี เตปินใจ 62 ปี แม่ค้าขายอีกราย เล่าว่า ตนขายของมานานหลายสิบปี ไม่เคยมีคนหายในถ้ำ ถ้ำแห่งนี้มีชื่อว่า “ถ้ำทรายทอง” สมัยเด็กๆ เคยเข้าไปในถ้ำที่มีความลึก และยาว 2-3 กิโลเมตร มีห้องโถงหลายจุด และมีช่องแคบมาก ช่วงฤดูฝน ไม่มีใครเข้าไปในถ้ำ เพราะมีตาน้ำ ซึ่งน้ำจะไหลออกมาแรงมาก หินก็ลื่นอันตราย

ด้านนายสวัสดิ์ ทวีรัตน์ ผอ.ส่วนอุทธยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) ได้เดินทางมายังวนอุทยานและสอบถามข้อมูล พร้อมให้เจ้าหน้าที่ของป่าไม้ทราบว่า นักท่องเที่ยวคนนี้ เข้ามาในวนอุทยานด้านประตูข้าง ไม่ได้ผ่านประตูหน้า เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้เห็น มีพยานเป็นแม่ค้าคนเดียวเท่านั้น

“ตอนนี้เราได้กระจายทีมออกค้นหาตลอด จนกว่าจะพบไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็ตาม แต่เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ เพราะผู้ที่สูญหาย มีการเตรียมสเบียงอาหารมาเป็นอย่างดี คาดว่าจะเคยไปนั่งสมาธิในสถานที่ต่างๆมาแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าจะเกิดปัญหาอะไรกับนักท่องเที่ยว รอทีมค้นหาแจ้งมาอีกที” นายสวัสดิ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ วัตถุเจริญ อายุ 33 ปี อาสากู้ภัยสยามรวมใจแม่สาย กล่าวว่า ตนเดินเข้าถ้ำไปเมื่อวานช่วงบ่าย ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง แต่ก็ไม่พบ เจอเพียงรอยเท้า และร่องรอยขีดเขียนตามผนังถ้ำ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นรอยเก่าหรือรอยใหม่ ในถ้ำเดินไปหาร่วมกับชาวบ้านที่ชินทาง มีจุดเดียวที่เข้าไม่ได้ เพราะมีน้ำท่วมต้องใช้อุปกรณ์ดำน้ำ ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ ก็จะเจอห้องโถงอีกห้อง มีความหวังว่า นักท่องเที่ยวคนนี้ยังคงอยู่ในจุดนั้น หลายคนยังมีความหวังว่าจะเจออยู่ หากฝนทิ้งช่วงสัก 2-3 วันน้ำในถ้ำอาจจะลดลง น่าจะเข้าไปได้

ด้าน พตท.ฉันทฤทธิ์ เหล่าไพโรจน์จารี สารวัตรท่องเที่ยว เชียงราย เดินทางมาสอบถามข้อมูลจากแม่ค้าและเจ้าหน้าที่ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมทั้งไปขอภาพจากกล้องวงจรปิดจาก สถานที่ต่างๆ ตรวจสอบร้านค้าจักรยานใกล้เคียง เพื่อหาข้อมูล ตอนนี้ยังไม่มีการแจ้งความคนหายในพื้นที่ จึงไม่ทราบว่า คนที่หายชื่ออะไร เป็นชาวประเทศใด ทางตำรวจท่องเที่ยวไม่นิ่งนอนใจ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องเร่งหาข้อมูล เพื่อติดตามญาติให้ได้ก่อน ทั้งนี้ยังหาข้อมูลจากบ้านเช่า เกสเฮาส์ ใกล้เคียง ว่ามีชายลักษณะใกล้เคียงที่หายไปพร้อมจักรยานเข้าพักอาศัยหรือไม่

ที่มา>>>ข่าวสด

ดอกเข้าพรรษาเบ่งบานสะพรั่งที่สวนสัตว์เชียงใหม่ นักท่องเที่ยวแห่ถ่ายรูป

 เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ นักท่องเที่ยวต่างพากันชื่นชมความงามของดอกเข้าพรรษา หรือดอกหงส์เหิน ดอกกล้วยเครือคําสีม่วงกำลังออกดอกสวยงาม ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ในวันแรกของวันเข้าพรรษา กำลังเบ่งบานออกช่อดอกสวยงามตระการตาบนเนินต่างๆ และรอบวัดกู่ดินขาวในสวนสัตว์เชียงใหม่ด้วย นายนิพนธ์ วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ กล่าวขณะพาผู้สื่อข่าวไปชมดอกเข้าพรรษา ว่า ชาวเชียงใหม่เรียกดอกเข้าพรรษา ช่อดอกเป็นสีม่วงมีดอกปลายเป็นสีเหลือง กำลังออกดอกเบ่งบานอยู่บนเนินเขา ตรงข้ามลาดจอดรถเลยจุดแสดงแมวน้ำ และอีกจุดบริเวณวัดกู่ดินขาว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำต้นพันธุ์มาปลูก ได้ 2-3 ปี แต่มาในปีนี้ออกดอกในช่วงวันเข้าพรรษาพอดี บริเวณเนินเขาใกล้แกะภูเขาจะออกดอกสวยงามเต็มพื้นที่ ผสมไปกับพรรณไม้อื่นๆ ทำให้เป็นอีกไฮไลต์ของนักท่องเที่ยวในช่วงระยะ 3 เดือนเข้าพรรษา จะได้ชมสัมผัสถ่ายภาพกับดอกเข้าพรรษาอย่างเต็มอิ่มสวยงาม
 ผอ.สวนสัตว์เชียงใหม่ กล่าวต่อว่า ขอให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังในการเดินเข้าไปถ่ายภาพเซลฟี ขอความกรุณาไม่เหยียบย้ำโดนต้นไม้ และไม่ควรเด็ดดอกเพื่อธรรมชาติที่สวยงาม อีกทั้งนักท่องเที่ยวท่านคนอื่นจะได้มาชื่นชมเช่นกัน สำหรับดอกเข้าพรรษา หรือ หงส์เหิน เป็นไม้ดอกเมืองร้อนเกิดในป่าร้อนชื้น พบในประเทศไทย พม่า และเวียดนาม ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หรือตามชายป่า มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น กล้วยจ๊ะก่า (ตาก) กล้วยจ๊ะก่าหลวง (ลำพูน) กล้วยเครือคำ (เชียงใหม่) ก้ามปู (พิษณุโลก) ขมิ้นผีหรือกระทือลิง (ภาคกลาง) ว่านดอกเหลือง (เลย) และดอกเข้าพรรษา (สระบุรี)

ที่มา>>>ข่าวสด

แมงกะพรุนเรือรบโปรตุเกส ขึ้นหลายหาดภูเก็ตช่วงมรสุม เตือนใช้น้ำทะเลชะหนวดพิษ

14688530961468853176lนางวิธัญญา เชื้อญวน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ภูเก็ตไลฟ์การ์ด จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงนี้จังหวัดภูเก็ตมีคลื่นลมแรงเนื่องจากเป็นฤดูมรสุม และจากสภาพคลื่นลมแรงทำแมงกะพรุนที่มีพิษ โดยเฉพาะแมงกะพรุนเรือรบโปรตุเกส ถูกคลื่นซัดเข้ามาบริเวณชายหาดเป็นจำนวนมาก เช่น หาดในทอน หาดสุรินทร์ หาดกมลา ล่าสุด พบที่บริเวณชายหาดป่าตอง เจ้าหน้าที่จัดเก็บ ได้เป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการเข้ามาของแมงกะพรุนในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงปกติ เพราะเป็นช่วงมรสุมคลื่นลมแรง แมงกะพรุนก็จะถูกคลื่นซัดเข้ามาบริเวณชายหาดเพิ่มมากขึ้นภาพประกอบข่าว

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดประจำชายหาดต่างๆ ก็ได้เพิ่มความถี่ในการออกตรวจ และจัดเก็บแมงกะพรุนเรือรบโปรตุเกส รวมทั้งให้คำแนะนำนักท่องเที่ยวในการดูแลป้องกันไม่ให้ตัวไปโดนแมงกะพรุนที่มีพิษ พร้อมให้คำแนะนำในการรักษาพยาบาลเบื้องต้น เพราะถ้าร่างกายถูกพิษแมงกะพรุนดังกล่าวไม่สามารถที่จะใช้วิธีการในการรักษาแบบเดียวกับแมงกะพรุนไฟทั่วไปได้ สำหรับคนที่ถูกแมงกะพรุนเรือรบโปรตุเกส ให้ใช้น้ำทะเลล้างเศษหนวดและเข็มพิษ และห้ามใช้น้ำจืด หรือ น้ำส้มสายชูในการล้าง หรือทำความสะอาดโดยเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (18 ก.ค.) ได้ขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดให้ตรวจสอบ และจัดเก็บแมงกะพรุนบริเวณชายหาดให้หมด เนื่องจากแมงกะพรุนดังกล่าวเป็นแมงกะพรุนที่มีสีสันสวยงาม นักท่องเที่ยวอาจจะไปจับต้อง และอาจจะเป็นอันตรายได้ ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีการจัดเก็บทุกวัน ทั้งในส่วนของตัวที่มีชีวิต และตัวที่ตายแล้ว นอกจากนั้น ทางไลฟ์การ์ดเองอยากขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำป้ายเตือนถึงอันตรายของแมงกะพรุนให้นักท่องเที่ยวทราบ และวิธีการดูแลตัวเองหากโดนพิษแมงกะพรุนดังกล่าว โดยนำป้ายไปติดตามจุดต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวเดินผ่านไปมาบริเวณชายหาด ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยทำความเข้าใจต่อนักท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ข้อมูลจาก ศูนย์บริการผู้ป่วยและรถพยาบาลฉุกเฉิน โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต รายงานว่าแมงกะพรุนดังกล่าว จัดเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก โดยพิษนั้นจะทำลายระบบประสาท ผิวหนัง หัวใจ เมื่อถูกต่อยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างมาก หากได้รับพิษในปริมาณสูง ร่างกายจะมีอาการช็อกและหัวใจล้มเหลวจนอาจถึงแก่ชีวิตได้ วิธีดูแลตนเองเบื้องต้น หากพบหรือสัมผัสกับแมงกะพรุนไฟหมวกหรือแมงกะพรุนเรือรบโปรตุเกส ห้ามเอามือไปจับหรือแตะตัวมันเป็นอันขาด ปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยใช้น้ำทะเลชะล้างเศษหนวดและเข็มพิษออกไปให้มากที่สุด ห้ามใช้ “น้ำส้มสายชู” และ “น้ำจืด” ล้างแผลจากพิษแมงกะพรุนไฟหมวดโปรตุเกสโดยเด็ดขาด (แต่ในกรณีแมงกะพรุนกล่อง สามารถใช้น้ำส้มสายชูล้างแผลได้) สังเกตอาการผู้ได้รับพิษอย่างใกล้ชิดก่อนนำส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง

ที่มา>>>ข่าวสด